Skip to main content

สารจากผู้เขียน 📝

การเข้าถึงข้อมูลในระบบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ระบบ IT ต้องการ ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับการใช้งาน Redis สำหรับการ Caching โดยที่เราจะมาดูกันว่าจะใช้งานมันอย่างไร เพื่อทำให้การเข้าถึงข้อมูลในระบบของเราเร็วขึ้น หากเพื่อน ๆ กำลังมองหาวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล บทความนี้ไม่ควรพลาด!

Redis 🔴

ทำไมต้องใช้ Caching?

ก่อนที่จะรู้จักกับ Redis เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Caching คืออะไร
Caching เป็นกระบวนการเก็บข้อมูลที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ เพื่อนำมาใช้ในครั้งต่อไปที่มีคำขอเดียวกัน โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปค้นหาจากข้อมูลทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดเวลาที่จำเป็นในการประมวลผลและลดการโหลดต่อระบบฐานข้อมูลหรือระบบอื่น ๆ

รูปภาพจาก https://architecturenotes.co/redis/

มาทำความรู้จักกับ Redis

Redis (Remote Dictionary Server) คือ in-memory data structure store ที่สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลขนาดเล็ก, cache, broker และ queue ในบทความนี้ เราจะมุ่งเน้นที่การใช้ Redis ในฐานะ cache สำหรับประยุกต์ใช้ในเว็บแอปพลิเคชัน

ทำไมถึงควรใช้ Redis สำหรับ Caching

  1. ความเร็ว: Redis ทำงานบนหน่วยความจำ (in-memory) ทำให้การอ่านและเขียนข้อมูลเร็วมาก
  2. Data Structure Store: สามารถเก็บข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น strings, hashes, lists, sets, ฯลฯ
  3. Persistence: มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลไปยัง disk เพื่อความน่าเชื่อถือ
  4. Replication: รองรับการ replicate ข้อมูลไปยัง server อื่น ๆ

วิธีการจัดการ cache ของ Redis

  • การกำหนดเวลาหมดอายุ: Redis มีความสามารถในการตั้งเวลาหมดอายุสำหรับ key โดยอัตโนมัติ
  • การเคลียร์ Cache: วิธีการลบ cache เมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลง
  • Cache Eviction Policy: วิธีการเลือกข้อมูลที่จะถูกลบเมื่อ memory เต็ม

ตัวอย่างการใช้ Redis ในการ Caching สำหรับ Express.js เเละ Node.js

การใช้ Redis เป็น caching mechanism สำหรับ Express หรือ Node.js ไม่ได้ยากอย่างที่คิด Redis จะช่วยให้ข้อมูลเข้าถึงได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับระบบที่ต้องการส่งข้อมูลแบบ real-time หรือระบบที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เพื่อน ๆ สามารถทำตามขั้นตอนด้านล่างได้เลย:

1. การติดตั้ง Redis: เริ่มต้นด้วยการติดตั้ง Redis และใช้งานผ่านไลบรารีใน Node.js:

npm install express redis

2. การสร้าง Redis client และตั้งค่าเบื้องต้น:

const express = require('express');
const redis = require('redis');
const app = express();

const REDIS_PORT = 6379;
const client = redis.createClient(REDIS_PORT);

client.on('connect', () => {
    console.log('Connected to Redis');
});

client.on('error', (err) => {
    console.error('Error connecting to Redis:', err);
});

3. การทำ Caching ด้วย Redis:

app.get('/your-endpoint', (req, res) => {
    const queryKey = `some_prefix:${req.query.your_param}`;
    
    client.get(queryKey, (err, data) => {
        if (err) throw err;

        if (data !== null) {
            res.send(data);
        } else {
            // ตัวอย่างการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลอื่น
            const fetchData = async () => {
                // ... 
                return yourData;
            }

            fetchData().then(data => {
                client.setex(queryKey, 3600, JSON.stringify(data));
                res.send(data);
            });
        }
    });
});

ตัวอย่าง สำหรับกรณีที่ต้องการดึงข้อมูลของ user จากฐานข้อมูล:

const express = require('express');
const redis = require('redis');

const app = express();
const PORT = 3000;
const REDIS_PORT = 6379;
const client = redis.createClient(REDIS_PORT);

client.on('connect', () => {
    console.log('Connected to Redis');
});

client.on('error', (err) => {
    console.error('Error connecting to Redis:', err);
});

app.get('/user/:id', (req, res) => {
    const userId = req.params.id;
    const redisKey = `user:${userId}`;
    
    client.get(redisKey, async (err, cachedData) => {
        if (err) throw err;

        if (cachedData) {
            res.send(JSON.parse(cachedData));
        } else {
            // ตัวอย่างการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล (ในที่นี้จะใช้ dummy data แทน)
            const userData = {
                id: userId,
                name: `User ${userId}`,
                age: Math.floor(Math.random() * 100)
            };

            client.setex(redisKey, 3600, JSON.stringify(userData));
            res.send(userData);
        }
    });
});

app.listen(PORT, () => {
    console.log(`Server is running on port ${PORT}`);
});

เมื่อเราเรียก API endpoint /user/:id โค้ดจะเช็คใน Redis ก่อนว่ามีข้อมูลของ user นั้นใน cache หรือไม่ ถ้ามี จะส่งข้อมูลนั้นกลับมา ถ้าไม่มี จะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล (หรือในที่นี้คือสร้าง dummy data) แล้วบันทึกลง Redis และส่งข้อมูลนั้นกลับไปที่ client

คำแนะนำในการใช้

  1. ควรกำหนดค่า TTL: การตั้งค่า Time-To-Live (TTL) ใน Redis จะกำหนดว่าข้อมูลที่ถูก cache นั้นจะหมดอายุเมื่อไหร่ ทำให้สามารถควบคุมการเก็บข้อมูลไว้ใน memory ได้
  2. ระวังเรื่องความปลอดภัย: การใช้งาน Redis ใน production environment ควรตั้ง password และใช้ encryption เพื่อป้องกันข้อมูลจากการถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. การจัดการ memory ให้เหมาะสม: ตรวจสอบ memory usage บ่อย ๆ และปรับแต่ง Redis configuration ให้เหมาะสม

สรุป 📌

Redis ได้รับความนิยมในฐานะเครื่องมือที่ใช้สำหรับ caching เนื่องจากความสามารถในการทำงานอย่างรวดเร็ว แต่การใช้งาน Redis ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วเท่านั้น การเข้าใจถึงโครงสร้างข้อมูล, การจัดการ memory, และการตั้งค่าที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้รับความรู้และไอเดียในการนำ Redis ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเว็บของทุกคนครับ 🙏🏻

เเหล่งอ้างอิง 📚

Panitnun Suvannabun

Author Panitnun Suvannabun

Computer Science student @ KMUTT

More posts by Panitnun Suvannabun

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้สำหรับการติดตามทางการตลาด

    ประเภทของคุกกี้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเพื่อการวิเคราะห์ และ นำเสนอโปรโมชัน สินค้า รวมถึงหลักสูตรฟรี และ สิทธิพิเศษต่าง ๆ คุณสามารถเลือกปิดคุกกี้ประเภทนี้ได้โดยไม่ส่งผลต่อการทำงานหลัก เว้นแต่การนำเสนอโปรโมชันที่อาจไม่ตรงกับความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า