0

Roadmap UX/UI ปี 2026 แบบไม่หลงทาง เส้นทางที่ชัดเจน ตั้งแต่ศูนย์จนถึงพอร์ตโฟลิโอ

“อยากเป็น UX/UI Designer แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”  ถ้าเราเปิด Community ไหนก็ตามในปี 2026 นี้ จะเจอคำถามนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่น่ากังวลกว่านั้นคือคำตอบที่ได้รับกลับมามักจะกระจัดกระจาย บางคนบอกให้ “เรียน Figma ก่อน” บางคนบอก “ไปเรียน Graphic Design มาก่อน” บางคนถึงขั้นบอกว่า “ใช้ AI ออกแบบได้เลย ไม่ต้องเรียนอะไรมาก”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเหล่านี้ตอบผิด แต่อยู่ที่ทุกคนตอบ “แค่บางส่วน” ของภาพรวมทั้งหมด

ผลที่ตามมาคือ คนที่อยากเริ่มต้นสายนี้กลับหลงทางมากกว่าเดิม เรียนข้ามขั้นบ้าง ขาดพื้นฐานสำคัญบ้าง หรือฝึกผิดจุดจนเสียเวลาไปหลายเดือน

บทความนี้จะพาเราไปดู Roadmap ที่ชัดเจนสำหรับคนที่อยากเข้าสู่สาย UX/UI ในปี 2026 ตั้งแต่ทักษะแรกที่ควรเรียน ลำดับการพัฒนาสกิล ไปจนถึงการสร้าง Portfolio ที่พร้อมสมัครงานจริง ๆ


ทำไมปี 2026 ถึงต้องมี Roadmap ที่ชัดเจนกว่าเดิม? 

ตลาดงาน UX/UI ในปี 2026 ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบอย่างชัดเจน รายงาน State of UX in 2026 จาก Nielsen Norman Group (NN/g) ระบุว่าตลาดงานเริ่มกลับมามีเสถียรภาพหลังจากช่วง Layoff ในปี 2023-2024 แต่การแข่งขันสำหรับตำแหน่ง Junior ยังคงสูงมาก เพราะจำนวนคนที่อยากเข้าสายนี้มีมากกว่าตำแหน่งที่เปิดรับ

สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่ “ความต้องการ” แต่คือ “ความคาดหวัง” จากบริษัท

NN/g อธิบายว่าบริษัทในปี 2026 ไม่ได้ถามแค่ว่า “Designer คนนี้เก่งไหม?” แต่ถามว่า “Designer คนนี้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนได้ไหม?” ซึ่งหมายความว่าทักษะแค่ออกแบบหน้าจอสวย ๆ ใน Figma ไม่พออีกต่อไป 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการมี Roadmap ที่ครอบคลุมทั้ง UX (การคิด) และ UI (การทำ) ถึงสำคัญมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น


Step 1: เข้าใจพื้นฐานก่อน  UX กับ UI ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

Source: https://roadmap.uxuiopen.com

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ เราต้องเคลียร์ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดก่อน คือ “UX กับ UI คืออะไร และต่างกันยังไง”

UX (User Experience)
คือกระบวนการคิดและออกแบบประสบการณ์ทั้งหมดที่ผู้ใช้มีต่อผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ทำ User Research, สร้าง Persona, วาง Information Architecture ไปจนถึง Usability Testing

UI (User Interface)
คือการออกแบบหน้าตา ปุ่ม สี ฟอนต์ และองค์ประกอบ Visual ที่ผู้ใช้เห็นและโต้ตอบด้วย

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนการสร้างร้านอาหาร UX คือการออกแบบว่าลูกค้าจะเดินเข้ามายังไง สั่งอาหารยังไง และรู้สึกอย่างไรตลอดการใช้บริการ ส่วน UI คือการตกแต่งร้าน จัดโต๊ะ ออกแบบเมนู ให้สวยงามและใช้ง่าย

ในตลาดงานปัจจุบัน ส่วนใหญ่บริษัทจะรับ “UX/UI Designer” รวมเป็นตำแหน่งเดียว โดยเฉพาะในบริษัทขนาดกลางถึงเล็ก ดังนั้นคนที่มีทักษะทั้ง 2 ด้านจะได้เปรียบมากกว่า

หลักสูตร Master of UX/UI Design Bootcamp ของ borntoDev ก็ออกแบบมาตามแนวคิดนี้ คือปูพื้นฐานทั้งฝั่ง UX และ UI ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมและไม่ขาดทักษะด้านใดด้านหนึ่ง


Step 2: เริ่มที่ “การคิด” ก่อน “การออกแบบ”

source : https://lawsofux.com/

หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดสำหรับมือใหม่คือ กระโดดไปเรียน Figma ทันทีโดยข้าม Fundamental ของ UX ไปเลย ผลลัพธ์คือออกแบบหน้าจอได้สวย แต่ตอบไม่ได้ว่า “ทำไมถึงออกแบบแบบนี้”

ลำดับที่ควรเรียนรู้คือ

User Research เรียนรู้วิธีเข้าใจผู้ใช้ ทำ Interview, Survey, สังเกตพฤติกรรม สกิลนี้คือหัวใจของ UX เพราะถ้าเราไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใช้ เราก็ออกแบบ Solution ที่ตรงจุดไม่ได้

Law of UX & Psychology เข้าใจหลักจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ เช่น Hick’s Law (ตัวเลือกมาก = ตัดสินใจนาน), Fitts’s Law (ปุ่มใหญ่กดง่ายกว่า) หรือ Jakob’s Law (ผู้ใช้คาดหวังให้เว็บเราทำงานเหมือนเว็บที่เขาใช้ประจำ)

Information Architecture วางโครงสร้างข้อมูลให้ผู้ใช้หาสิ่งที่ต้องการได้ง่าย

NN/g เน้นย้ำในรายงานปี 2026 ว่า Research จะยิ่งสำคัญมากขึ้น เพราะข้อมูลจาก User Research ไม่ได้แค่ใช้ออกแบบ UI อีกต่อไป แต่ยังใช้ในการ Train และ Customize AI Model ให้เหมาะกับบริบทขององค์กรด้วย 🔬


Step 3: เรียนรู้ Tool  Figma คือ Must-Have

หลังจากมีพื้นฐานการคิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเรียนเครื่องมือ และในปี 2026 นี้ Figma ยังคงเป็น Industry Standard ที่ทุกบริษัทใช้

สิ่งที่ควรเรียนใน Figma มีดังนี้

Wireframing ร่างโครงสร้างหน้าจอแบบ Low-fidelity เพื่อทดสอบ Concept ก่อนลงรายละเอียด

Component & Design System สร้าง Component ที่ Reusable ได้ เข้าใจ Auto Layout, Variants, และ Tokens เพราะทักษะนี้คือสิ่งที่ทำให้เราทำงานร่วมกับ Developer ได้อย่างราบรื่น

Prototyping สร้าง Prototype ที่ Interactive ได้เพื่อทดสอบ Flow กับผู้ใช้จริง

Interaction Design ออกแบบ Animation และ Transition ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบนหน้าจอ

NN/g ชี้ให้เห็นว่าเมื่อ AI Design Tool พัฒนาขึ้น ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง UI ที่ดูดีได้ สิ่งที่จะทำให้ Designer โดดเด่นจริง ๆ คือ “ความเข้าใจระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความสวยงาม” ดังนั้นทักษะ Design System จึงสำคัญมากในปี 2026

ใน Master of UX/UI Design Bootcamp ของ borntoDev มีการสอน Component, Design System, Interaction Design, และ Prototyping อย่างเข้มข้น ซึ่งครอบคลุมทักษะที่ตลาดต้องการในปัจจุบัน 💡


Step 4: ทดสอบกับผู้ใช้จริง  Usability Testing

Source : https://www.nngroup.com/articles/usability-testing-101/

อีกหนึ่งสกิลที่มือใหม่มักข้ามไปคือ Usability Testing หลายคนออกแบบเสร็จแล้วก็จบ โดยไม่เคยทดสอบว่าผู้ใช้จริงใช้งานได้ไหม

Usability Testing ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่เอา Prototype ไปให้คน 3-5 คนลองใช้ แล้วสังเกตว่าเขาติดตรงไหน เจอปัญหาอะไร แค่นี้ก็ได้ Insight ที่มีค่ามหาศาล

Nielsen Norman Group ระบุว่าการทดสอบกับผู้ใช้เพียง 5 คนก็สามารถค้นพบ Usability Problem ได้ถึง 85% ของปัญหาทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการต้องแก้ไขหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์จริง

NN/g ยังชี้ว่าในปี 2026 ประเด็นเรื่อง “Trust” จะเป็นปัญหาใหญ่ของ AI Experience โดยเฉพาะเมื่อ AI Agent ถูก Roll out ก่อนที่จะพร้อม ผู้ใช้ที่เคยเจอประสบการณ์ไม่ดีกับ AI จะลังเลที่จะลองฟีเจอร์ใหม่ ๆ การสร้างความเชื่อมั่นต้องอาศัยหลักการพื้นฐาน ได้แก่ ความโปร่งใส (Transparency), การให้ผู้ใช้ควบคุมได้ (Control), ความสม่ำเสมอ (Consistency) และการ Support เมื่อระบบทำงานผิดพลาด การทำ Usability Testing จะช่วยให้เราเข้าใจความกังวลเหล่านี้และออกแบบวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ได้


Step 4.5: ทักษะ AI ที่ UX/UI Designer ต้องรู้ในปี 2026

พูดถึง AI แล้ว เราไม่ควรมองข้ามว่า AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของ UX/UI Designer อย่างไร แต่ที่สำคัญคือต้องเข้าใจมันในมุมที่ถูกต้อง

AI ไม่ได้มาแทนที่ Designer แต่ AI ทำให้ “Output” กลายเป็นสิ่งที่ใครก็ผลิตได้ Wireframe, Layout, และ UI Variation ไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป สิ่งที่ยังหายากคือ “การตัดสินใจ” ว่าจะออกแบบอย่างไรและทำไม

ทักษะ AI ที่ UX/UI Designer ควรมีในปี 2026 ได้แก่ การใช้ AI Tool เช่น Figma AI หรือเครื่องมือ Text-to-design เพื่อเร่ง Workflow, การออกแบบ AI Experience ที่ผู้ใช้เชื่อมั่นได้ และความสามารถในการประเมินว่า AI Output มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่

แต่ต้องย้ำว่า AI Tool เป็นเพียงตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทน การที่เราเข้าใจพื้นฐาน UX/UI อย่างแน่น จะทำให้เราใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือน GPS ที่ช่วยนำทาง แต่คนขับที่เข้าใจเส้นทางจะตัดสินใจได้ดีกว่าคนที่พึ่ง GPS อย่างเดียว


Step 5: สร้าง Portfolio ที่ “เล่าเรื่อง” ได้

Source : https://www.behance.net/

Portfolio คือสิ่งที่จะพาเราไปถึงการสัมภาษณ์งาน แต่ Portfolio ที่ดีในปี 2026 ไม่ใช่แค่โชว์หน้าจอสวย ๆ

บทความจาก UX Planet อธิบายว่า Portfolio ในยุคนี้ต้องตอบคำถามเดียวคือ “ฉันวางใจให้ Designer คนนี้ตัดสินใจเรื่องจริง ๆ ได้ไหม?” ซึ่งหมายความว่า Portfolio ต้องแสดง Process ตั้งแต่ Problem Statement, Research, Ideation, Design, Testing ไปจนถึง Result

การจะมี Portfolio แบบนี้ได้ เราต้องเคยทำ “โปรเจกต์จริง” อย่างน้อย 1-2 ชิ้น ที่ผ่านทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ Redesign หน้าจอแอปดัง ๆ โดยไม่มี Research รองรับ

นี่คือจุดที่หลักสูตร Bootcamp แบบลงมือทำจริงช่วยได้มาก เพราะ Master of UX/UI Design Bootcamp ของ borntoDev พาผู้เรียนทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่วันแรก จนได้ Portfolio ที่พร้อมใช้สมัครงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้ Feedback ตัวต่อตัว ซึ่งสิ่งนี้ต่างจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่มักไม่มีคนคอยชี้จุดที่ต้องปรับปรุง 🎨


สรุป Roadmap ฉบับรวบรัด

สำหรับคนที่อยากเห็นภาพรวมทั้งหมด นี่คือลำดับที่แนะนำ

เดือนที่ 1  ปูพื้นฐาน UX: User Research, Law of UX, Psychology, Information Architecture

เดือนที่ 2  เรียน Tool + UI: Figma, Component, Design System, Interaction Design, Prototyping

เดือนที่ 3  ทำโปรเจกต์จริง: Usability Testing + สร้าง Portfolio จาก End-to-End Process

Roadmap นี้สอดคล้องกับโครงสร้างของ Master of UX/UI Design Bootcamp จาก borntoDev ที่ออกแบบมาให้เรียนจบได้ใน 36 วัน ตั้งแต่พื้นฐานจนถึง Portfolio โดยที่ไม่ต้องมีพื้นฐานการออกแบบมาก่อน ราคา 15,900 บาท หรือผ่อน 0% เดือนละ 1,590 บาท

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ได้เลย 👉 https://campaign.borntodev.com/uxui-bootcamp


เริ่มต้นจากตรงนี้ ดีกว่าเริ่มจากศูนย์คนเดียว

การเข้าสู่สาย UX/UI ในปี 2026 ไม่ได้ยากขึ้น แต่ “ต้องเตรียมตัวมากขึ้น” ตลาดยังต้องการ Designer แต่ต้องการคนที่คิดเป็น ทำเป็น และพิสูจน์ตัวเองได้ผ่าน Portfolio ที่มีคุณภาพ

ถ้าเรามี Roadmap ที่ถูกต้อง มีคนคอยแนะนำ และมีโปรเจกต์จริงให้ลงมือทำ เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ไกลอย่างที่คิด ✨


แหล่งอ้างอิง:

0

แนะนำสำหรับคุณ

คัดลอกลิงก์สำเร็จ